|
หลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการปกครอง สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2549)
ชื่อหลักสูตร
หลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต Bachelor of Arts Program in Political Science
ชื่อปริญญา
รัฐศาสตรบัณฑิต ร.บ. Bachelor of Arts (Political Science) B.A. (Political Science)
ชื่อที่ลงในใบ TRANSCRIPT
|
FIELD OF STUDY
|
: Government
|
| |
: International Relations
|
| |
: Sociology and Anthropology
|
| |
: Public Administration
|
การคัดเลือกผู้เข้าศึกษา
สอบคัดเลือกโดยผ่านสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
ระบบการศึกษา
ใช้ระบบการศึกษาแบบทวิภาค ปีการศึกษาหนึ่ง ๆ มี 2 ภาคการศึกษา (Semester) คือภาคการศึกษาต้นและภาคการศึกษาปลาย และมีภาคฤดูร้อน (Summer Session) ต่อจากภาคการศึกษาปลายอีก 1 ภาค ภาคการศึกษาหนึ่งๆ มีระยะเวลาการศึกษาไม่น้อยกว่า 15 สัปดาห์ ส่วนภาคฤดูร้อนมีระยะเวลาการศึกษาประมาณ 6 สัปดาห์
ระยะเวลาการศึกษา
หลักสูตร 4 ปี มีระยะเวลาการศึกษาไม่ต่ำกว่า 7 ภาคการศึกษาและไม่เกิน 16 ภาคการศึกษา
การลงทะเบียนเรียน
นิสิตต้องลงทะเบียนเรียนในภาคการศึกษาหนึ่งๆ ไม่ต่ำกว่า 9 หน่วยกิตและไม่เกิน 22 หน่วยกิต ส่วนในภาคฤดูร้อนจะลงทะเบียนได้ไม่เกิน 7 หน่วยกิต
การวัดผลและการสำเร็จการศึกษา
เกณฑ์การวัดผล ในแต่ละรายวิชานิสิตต้องได้เกรด A, B+, B , C+, C , D+, D, (สำหรับรายวิชาที่ประเมินเป็นเกรด) หรือ S (สำหรับรายวิชาที่ประเมินเป็น Satisfactory / Unsatisfactory) จึงจะถือว่าผ่าน ถ้าได้เกรด F หรือ U ถือว่าไม่ผ่าน ถ้าเป็นวิชาบังคับตามหลักสูตร นิสิตจะต้องลงทะเบียนเรียนใหม่ ถ้าเป็นวิชาเลือก นิสิตสามารถลงทะเบียนวิชาอื่นแทนวิชาที่ไม่ผ่านได้
เกณฑ์การสำเร็จการศึกษา นิสิตที่ศึกษามาแล้วไม่ต่ำกว่า 7 ภาคการศึกษา เรียนครบตามหลักสูตรและสอบได้หน่วยกิตไม่ต่ำกว่า 140 หน่วยกิต และสอบได้แต้มเฉลี่ยสะสม 2.00 ขึ้นไป นิสิตต้องยื่นความจำนงขอสำเร็จการศึกษาที่สำนักทะเบียนและประมวลผล เมื่อสำนักทะเบียนฯส่งผลการลงทะเบียนเรียนให้คณะตรวจ และคณะกรรมการประจำคณะอนุมัติให้สำเร็จการศึกษาได้ คณะจัดทำประกาศรายชื่อให้สำนักทะเบียนฯ เพื่อเสนอสภามหาวิทยาลัยอนุมัติปริญญาต่อไป
หลักการและเหตุผล
คณะรัฐศาสตร์ ได้ปรับปรุงหลักสูตรครั้งหลังสุดเมื่อปี พ.ศ. 2540 การปรับปรุงหลักสูตรครั้งนั้น มุ่งหวังให้นิสิตมีความรู้ทางรัฐศาสตร์อย่างเข้มข้นด้วยการจัดให้นิสิตเรียนวิชาบังคับที่เป็นวิชาหลักของภาควิชาทั้ง 4 ภาค ร่วมกันเป็นเวลาสองปี หลังจากนั้นจึงแยกย้ายไปเรียนสาขาวิชาหลักที่เลือกสอบเข้ามา การบังคับให้นิสิตเรียนวิชาหลักของทุกภาควิชาในคณะรัฐศาสตร์ทั้งหมดมาจากความคิดสร้างความเข้มแข็งให้สหสาขาวิชาทางรัฐศาสตร์ แต่ในทางปฏิบัตินิสิตสะท้อนให้เห็นว่าวิชาต่างๆ ไม่ได้มีการเชื่อมโยงกันและในบางกรณีมีความซ้ำซ้อน นอกจากนั้นยังถูกจำกัดด้วยวิชาบังคับคณะ และบังคับสาขาวิชาจำนวนมาก มีผลจำกัดเสรีภาพของนิสิตในการแสวงหาความรู้ที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการทำงานของตน นิสิตจำนวนหนึ่งขาดความมั่นใจในการเลือกประกอบอาชีพที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน
ในหลักสูตรเดิม นิสิตต้องเรียนร่วมกันในชั้นเรียนขนาดใหญ่เป็นเวลาต่อเนื่องกันสองปีทำให้นิสิตสูญเสียโอกาสในการพัฒนาทักษะทางรัฐศาสตร์ที่ต้องอาศัยการเรียนเป็นกลุ่มย่อย อาทิ การนำเสนอความคิดเห็น การระดมความคิดเห็นที่แตกต่าง การสรุปและจับประเด็นการทำงานเป็นหมู่คณะ หรือแม้แต่การอภิปรายโต้แย้งที่ต้องอาศัยวิธีการเรียนการสอนที่อาจารย์สามารถดูแลได้อย่างใกล้ชิด การปรับปรุงหลักสูตรครั้งนั้นไม่ได้สนับสนุนด้วยการปรับวิธีการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับการเสริมสร้างทักษะทางรัฐศาสตร์ไปพร้อมๆ กับความรู้พื้นฐาน ทำให้การปรับตัวของนิสิตจากชั้นปีที่สองมาสู่ปีที่สามประสบปัญหาการข้ามกระโดดของเนื้อหาจากความรู้พื้นฐานมาสู่ความรู้เฉพาะด้าน และลักษณะการเรียนการสอนแบบบรรยายในชั้นเรียนขนาดใหญ่มาสู่การชั้นเรียนย่อย
ถึงแม้ว่าหลักสูตรปัจจุบันจะถือว่าเป็นหลักสูตรที่ดีในระดับหนึ่งเพราะมุ่งสร้างความครอบคลุมของเนื้อหาทางรัฐศาสตร์และสังคมวิทยา-มานุษยวิทยา แต่หลักสูตรขาดความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงใหม่ และการปรับตัวของมหาวิทยาลัยที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเรียนข้ามสาขาวิชาในรูปแบบของวิชาโท
ในการสัมมนาระดมความคิดเห็นเพื่อประเมินทิศทางหลักสูตรที่พึงปรารถนาสำหรับอนาคต ในกลุ่มนิสิตเก่า นิสิตปัจจุบัน และคณาจารย์ ต่างสะท้อนให้เห็นความรับรู้ในการเปลี่ยนแปลงของ เศรษฐกิจ การเมือง และสังคมที่มีพลวัตสูง แนวโน้มการปฏิรูปการเมืองและการบริหารงานภาครัฐที่เน้นการกระจายอำนาจ บทบาทประชาสังคม และอิทธิพลของการบริหารงานแบบธุรกิจในการบริหารงานภาครัฐ นอกจากนั้นแล้วผลกระทบโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และวัฒนธรรม ทำให้ท้องถิ่นเชื่อมโยงกับความเป็นไปในโลก ปัญหาความขัดแย้ง และการแข่งขันมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดความเป็นไปของการเมืองภายใน และ ระหว่างประเทศ
สภาพการณ์ดังกล่าวเป็นเงื่อนไขแวดล้อมอนาคตการทำงานของบัณฑิตที่จบออกไปจากคณะรัฐศาสตร์สังคมมีความคาดหมายใหม่ๆ ทั้งความเป็นเลิศทางวิชาการ ความเชี่ยวชาญ ความรอบรู้ ทักษะในการสร้างสรรค์การทำงาน และ จิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม ข้อจำกัดบางประการของหลักสูตรปัจจุบันกับความท้าทายของการเมืองและสังคมยุคโลกาภิวัตน์ เป็นเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่การปรับปรุงหลักสูตรอีกครั้ง
แนวทางการปรับปรุงหลักสูตร
การปรับปรุงหลักสูตรในปัจจุบันเริ่มต้นตั้งแต่การประเมินหลักสูตรในช่วงปลายปี พ.ศ. 2546 และการสัมมนาระดมความคิดเห็นเรื่อยมาจนกระทั่งถึงการยกร่างวิชาบังคับของคณะ ซึ่งส่งผลถึงการปรับเปลี่ยนวิชาของสาขาด้วย แนวทางการปรับปรุงใหม่นี้มุ่งไปในทิศทางที่จะช่วยให้นิสิตมีโอกาสเลือกเรียนตามความสนใจได้มากขึ้น ทั้งที่ต้องการเน้นหนักเนื้อวิชาทางรัฐศาสตร์อย่างเข้มข้นเช่นเดิม หรือเลือกผสมผสานวิชาต่างสาขา ขณะเดียวกันก็ผนวกเอาการเสริมสร้างทักษะ และประสบการณ์ในการทำงานและกิจกรรมเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนให้ชัดเจนขึ้น
การปรับหลักสูตรมีจุดเน้นหนักอยู่ที่กลุ่มวิชาบังคับทั้งในระดับคณะ และ ระดับภาควิชา เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการเลือกเรียนตามความสนใจ อีกทั้งให้นิสิตสามารถเรียนได้อย่างมีคุณภาพและผสมผสานประสบการณ์การทำงานเข้าด้วยกันกับการเรียน
การปรับเปลี่ยนวิชาบังคับซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการปรับหลักสูตรนั้นช่วยให้เกิดความชัดเจนของการผสมผสานองค์ความรู้ที่สะท้อนออกมาในกลุ่มวิชาสามลักษณะ คือ กลุ่มวิชาพื้นฐานทางรัฐศาสตร์ กลุ่มวิชาบูรณาการความรู้สหสาขาทางสังคมศาสตร์ และกลุ่มวิชาทักษะ การปรับปรุงหลักสูตรมีองค์ประกอบของการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้
1. สร้างวิชาความรู้เชิงบูรณาการสำหรับวิชาบังคับคณะ โดยลดความเป็นวิชาเฉพาะของแต่ละภาควิชาลง
2. จัดกลุ่มและพัฒนาวิชาการด้านทักษะให้ชัดเจนขึ้น
3. พัฒนามาตรฐานการสอนวิชาบังคับคณะเพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมายของวิชาได้มากขึ้น
4. จัดกลุ่มวิชาเลือกที่เป็นวิชาระดับคณะเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนร่วมภาควิชา
การปรับปรุงหลักสูตรที่เน้นการปรับโครงสร้างวิชาบังคับมีเหตุผลที่วางอยู่บนพื้นฐานสำคัญบางประการ
ประการแรก วิชาบังคับใหม่จะช่วยให้ความเป็นสหสาขาวิชาเป็นจริงได้มากขึ้นในทางปฏิบัติที่ผ่านมาการส่งเสริมสหสาขาวิชาเป็นเพียงการกำหนดให้นิสิตเรียนวิชาหลักของสาขาต่างๆ ให้ครบ ในหลักสูตรใหม่นี้คณาจารย์ได้ร่วมกันพัฒนาวิชาขึ้นใหม่จำนวนหนึ่งเพื่อผสมผสานความรู้ต่างสาขาในการอธิบายความเป็นไปของสังคม และการเมืองยุคใหม่ วิชาบังคับในหลักสูตรใหม่จึงมีวิชาบูรณาการเพิ่มขึ้นใหม่ เพื่อให้นิสิตเชื่อมแนวคิดของสาขาวิชาภายในคณะเข้ากับปรากฏการณ์ทางสังคม-การเมืองได้ดีขึ้นภายในวิชาเดียวกัน และยังเป็นการสะท้อนให้เห็นเหตุผลแห่งวิชาในการปรับใช้กับโลกที่เป็นจริงได้โดยปริยาย
ประการที่สอง หลักสูตรใหม่จะเปิดเนื้อที่สำหรับการสร้างทักษะให้ชัดเจนขึ้นโดยเน้นการใช้ภาษา ซึ่งเป็นทักษะที่ชัดเจนที่สุดในโลกการทำงานทางรัฐศาสตร์ปัจจุบัน และเป็นข้อได้เปรียบของนิสิตในการประกอบอาชีพ ทักษะนี้เป็นสิ่งที่จะต้องเสริมแรงให้เกิดขึ้นโดยให้มีการบรรจุวิชาทางภาษาเพิ่มขึ้นเป็นวิชาบังคับของคณะ นอกจากนั้นยังพัฒนาวิชาฝึกงานในภาคฤดูร้อนให้จริงจังและเป็นระบบมากขึ้น และจะเปิดวิชาเลือกระดับคณะจำนวนหนึ่งที่เป็นวิชาเน้นทักษะ อาทิการสื่อสารทางการเมืองและความคิดเห็นสาธารณะ
ประการที่สาม จำนวนหน่วยกิตของวิชาบังคับโดยรวมลดลง เนื่องจากวิชาบังคับเดิมจำนวนหนึ่งได้ถูกบูรณาการเข้าด้วยกันแล้ว จำนวนหน่วยกิตที่ลดลงจะช่วยให้นิสิตมีโอกาสในการเรียนเจาะลึกในสาขาวิชาที่เลือกได้ และยังอาจจะมีจำนวนหน่วยกิตเหลือเพียงพอที่จะเลือกเรียนกลุ่มวิชาโทได้อีกถ้าต้องการ
ประการที่สี่ หลักสูตรใหม่ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างประสบการณ์ของนิสิตในระหว่างการศึกษาที่จะเป็นประโยชน์ และเป็นข้อได้เปรียบในการทำงานต่อไปในอนาคต หลักการนี้ก็เป็นเรื่องที่หลักสูตรเก่าให้ความสำคัญเช่นกันแต่ไม่ได้มีแนวทางปฏิบัติ หลักสูตรใหม่ได้กำหนดให้มีวิชาการฝึกงานอย่างเป็นระบบมากขึ้นในภาคฤดูร้อนในฐานะวิชาที่นิสิตบางคนจะใช้เป็นช่องทางในการทำความคุ้นเคยกับตลาดแรงงานโดยความช่วยเหลือของคณะและองค์กรที่จะมีความตกลงกันกับคณะ ขณะเดียวกันก็จะใช้ประโยชน์จากนโยบายของมหาวิทยาลัยที่ให้กิจกรรมนิสิตมีความเชื่อมโยงกับวิชาการมากยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยให้นิสิตสามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ และการทำงานในอนาคต
ประการที่ห้า ภาควิชาได้มีการปรับเปลี่ยนวิชาบังคับสาขาเพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของวิชาบังคับระดับคณะ ส่วนใหญ่ภาควิชามีแนวโน้มจะลดจำนวนหน่วยกิตวิชาบังคับของภาควิชาลง เพื่อให้นิสิตสามารถเลือกกลุ่มวิชาโทได้ นิสิตที่ไม่ต้องการเลือกวิชาโทในท้ายที่สุดก็จะเลือกเรียนวิชาในสาขาของตนเองได้อย่างเต็มที่เช่นกัน หลักสูตรใหม่จึงเปิดทางเลือกให้กับนิสิตที่ประสงค์จะมีความรู้อย่างลึกซึ้งทางรัฐศาสตร์เน้นหนักสาขาที่สนใจ และนิสิตที่ต้องการผสมผสานวิชาทางรัฐศาสตร์กับสาขาวิชาอื่น
ประการสุดท้าย หลักสูตรใหม่จะประสบความสำเร็จได้ก็จะต้องอาศัยการปรับปรุงวิธีการเรียนการสอนชั้นเรียนสำหรับวิชาบังคับในหลักสูตรใหม่บางวิชาจะมีขนาดเล็กลง มีการสอนเป็นคณะมากขึ้นภายใต้เงื่อนไขการพัฒนาเอกสารประกอบการสอน และ เอกสารคำสอนร่วมกัน
วัตถุประสงค์ของหลักสูตร
วัตถุประสงค์ของหลักสูตรเดิม
- ให้สามารถเชื่อมโยงทฤษฎีกับการปฏิบัติงานได้ในโลกปัจจุบัน ทั้งนิสิตจะต้องเรียนรู้จากสภาพความเป็นจริงและสามารถเปรียบเทียบความเป็นจริงเหล่านั้นกับทฤษฎี
- ให้มีความรู้ทางวิชาการเฉพาะสาขาที่ตนเลือกศึกษา มีความทันสมัยและลึกซึ้งพอที่จะใช้เป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อในระดับสูงต่อไปทั้งในและนอกประเทศ มีความเข้าใจในทางวิชาการ พอที่จะเป็นผู้นำในสาขาวิชาเหล่านั้น มีความสามารถในการวิเคราะห์ วิจารณ์และมีวิสัยทัศน์ และโลกทัศน์ที่กว้างไกลอันจะนำไปสู่การมีความคิดริเริ่ม
วัตถุประสงค์ของหลักสูตรปรับปรุง
- ให้สามารถเชื่อมโยงทฤษฎีกับการปฏิบัติงานได้ในโลกปัจจุบัน ทั้งนิสิตจะต้องเรียนรู้จากสภาพความเป็นจริงและสามารถเปรียบเทียบความเป็นจริงเหล่านั้นกับทฤษฎี
- ให้มีความรู้ทางวิชาการเฉพาะสาขาที่ตนเลือกศึกษา มีความทันสมัยและลึกซึ้งพอที่จะใช้เป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อในระดับสูงต่อไปทั้งในและนอกประเทศ มีความเข้าใจในทางวิชาการ พอที่จะเป็นผู้นำในสาขาวิชาเหล่านั้น มีความสามารถในการวิเคราะห์ วิจารณ์ และมีวิสัยทัศน์ และโลกทัศน์ที่กว้างไกลอันจะนำไปสู่การมีความคิดริเริ่ม
- มีโลกทัศน์กว้างไกล สามารถบูรณาการความรู้ทางรัฐศาสตร์กับศาสตร์อื่นได้
- มีศักยภาพ และทักษะในการทำงานด้วยจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม
|