pol
ครบรอบ 60 ปีของการสถาปนา คณะรัฐศาสตร์

หน้าแรก | แผนที่เวปไซต์ | ติดต่อคณะ

ประวัติและปณิธาน
ผู้บริหาร
หลักสูตร
คณาจารย์
นักวิจัยสมทบ
หน่วยงาน
ห้องสมุด
โครงการเครือข่ายนานาชาติ
ประชาสัมพันธ์
สำหรับนิสิต
สำหรับบุคลากร
ติดต่อ คณะรัฐศาสตร์
สถาบันพัฒนานโยบายและการจัดการ
สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ
สถานศึกษาและวิจัยรัฐวิสาหกิจ
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม
สถาบันวิถีใหม่ท้องถิ่น
ศูนย์การศึกษาวิจัยการเมืองไทย
วารสารสังคมศาสตร์
งานประกันคุณภาพ
เวปไซต์ที่น่าสนใจ
สารสนเทศ
 
 
  ประวัติคณะรัฐศาสตร์

 
คณะรัฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  นับว่าเป็นสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งใน  ประเทศไทย  ถ้าจะนับเวลาเริ่มก่อตั้งแต่สมัยเริ่มแรก  เมื่อ  ..  2442  จนถึงปัจจุบัน  สถาบันนี้มีอายุยืนยาวนาน   มาถึง  110  ปี (2552)
         

คณะรัฐศาสตร์เริ่มก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ
  ..  2442  (.. 118)  โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เป็นผู้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้เริ่มจัดตั้งสถาบันการศึกษาแห่งนี้ขึ้น  โดยพระราชทานนามว่า  “โรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการพลเรือน”    โดยรับจากนักเรียนที่สอบผ่าน  “ประโยคนักเรียน”  มาแล้ว      เข้าศึกษา “ประโยควิชา”  ต่อเมื่อเรียนจบ “ประโยควิชา” แล้วจึงจะได้รับประกาศนียบัตรของโรงเรียน  แล้วต้องออก ฝึกราชการตามกระทรวงต่างๆ  เพื่อสอบ  “ประโยคฝึกหัด”  ในขั้นสุดท้ายจึงจะถือว่านักเรียนผู้นั้นสำเร็จวิชาจากสถานศึกษาข้าราชการพลเรือนโดยสมบูรณ์  โรงเรียนนี้ได้เจริญขึ้นเป็นลำดับต่อมาจึงทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นักเรียนในโรงเรียนนี้ถวายตัวเป็นมหาดเล็ก  มีตำแหน่งเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทโดยใกล้ชิดและเข้าที่สมาคมในราชการให้มีความคุ้นเคยอีกด้วย

 

         
ในปี
  ..  2445 (..121)  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงเปลี่ยนนามโรงเรียน      ฝึก หัดวิชาข้าราชการพลเรือนเป็น  “โรงเรียนมหาดเล็ก”  โดยที่ทรงพระราชดำริเห็นว่า  นักเรียนโรงเรียนนี้ถวายตัว  เป็นมหาดเล็กทั้งสิ้น   และตามประเพณีอันมีมาแต่โบราณข้าราชการ  โดยมากยอมถวายตัวศึกษาราชการในกรมมหาดเล็ก  ก่อนที่จะไปรับราชการในกรมอื่น  จึงควรให้มีนามโรงเรียนสมแก่นักเรียนที่ได้เป็นมหาดเล็ก  โรงเรียนนี้ได้เริ่มเปลี่ยนนามใหม่  เมื่อวันที่  1  เมษายน  2445  โดยมีสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  พระยาบุรุษรัตนราช-พัลลภ   พระยาวิสุทธ์สุริยาศักดิ์  (เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี)  และจมื่นศรีสรรักษณ์  (พระยาศรีวรวงษ์)  เป็นกรรมการที่ปรึกษา  และมีหมื่นศรีสรรักษ์  (พระยาศรีวรวงษ์)  เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนพระยาเทพดรุณานุศิษฎ์     เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน
         
ต่อมาในปี
  ..  2453  (..  129)  ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงมีพระราชดำริเห็นว่าการที่จะฝึกนักเรียนในโรงเรียนมหาดเล็กให้ออกมารับราชการในกระทรวงมหาดไทยแต่กระทรวงเดียวนั้น  ไม่เพียงพอควรที่จะขยายการศึกษาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น  เพื่อส่งผู้ที่สำเร็จการศึกษาออกไปรับราชการทุกกระทรวง  ทบวง  กรม  และเพื่อเป็นอนุสาวรีย์เฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จพระบรมชนกาธิราช  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  พระราชทานเงินให้เป็นทุนสำหรับจัดการโรงเรียนต่อไป  และทรงพระราชกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้เปลี่ยนนามโรงเรียนมหาดเล็กเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือนพระราชทานนามว่า  “โรงเรียน   ข้าราชการพลเรือนของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”     ตั้งแต่วันที่  1  มกราคม  2453  โรงเรียนนี้กำหนดระยะเวลาเรียน  4  ปี  โดยเรียนในชั้นสอน  3  ปี  และฝึกงานอีก     1  ปีต่อมาใน  วันที่  26  มีนาคม  2459  ได้มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  โปรดเกล้าฯ  ให้สถาปนาโรงเรียนข้าราชการของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็น “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ซึ่งเมื่อแรกตั้งได้  แบ่งออกเป็น 4  คณะ คือ   คณะแพทยศาสตร์,   คณะวิศวกรรมศาสตร์,   คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และคณะ รัฐประศาสนศาสตร์  ส่วนในด้านการศึกษายังเป็นไปในรูปเดิม  นอกจากตำแหน่งผู้บังคับบัญชาโรงเรียนซึ่งแต่เดิมเรียกชื่อว่า  ผู้อำนวยการโรงเรียนนั้น  ได้เปลี่ยนมาใช้นามว่า  คณบดี 

     
ครั้งในปี  ..  2472  หลังจาก ได้ มีการประกาศใช้   พระราชบัญญัติระเบียบ  ข้าราชการพลเรือนแล้ว  ความนิยมในการเข้าศึกษาในคณะรัฐประศาสนศาสตร์ได้ลดน้อยลงในปี  ดังกล่าวนี้มีนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่เพียง   35  คน  เท่านั้น  ทั้งนี้เนื่องจากผู้สำเร็จการศึกษาได้รับประกาศนียบัตรออกไปนั้น  เมื่อเข้ารับราชการจะได้ตำแหน่งเพียง  ชั้นราชบุรุษเท่านั้น  ซึ่งผู้ที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปีที่  5  ก็มีสิทธิสอบเข้ารับราชการในตำแหน่งนี้ได้แล้ว    ส่วนนักเรียนที่ศึกษาจากคณะรัฐประศาสนศาสตร์  นอกจากจะสำเร็จชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  มาแล้ว  ยังต้องศึกษาในคณะนี้อีกถึง  3  ปี  ดังนั้น  กระทรวงธรรมการจึงได้นำความทูลเกล้าฯ    ถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  ขอพระบรมราชานุญาตให้เลิกคณะนี้เสีย  เมื่อนักเรียนที่เหลืออยู่สำเร็จหมดแล้ว  ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ    ได้มีพระบรมราชานุญาต

เมื่อกระทรวงธรรมการได้สั่งปฏิบัติการตามกระแสพระบรมราชโองการแล้ว  ต่อมามีสมุหเทศาภิบาลและข้าราชการฝ่ายปกครองเป็นอันมากมาร้องทุกข์  ว่าควรจะมีการสอนวิชานี้  ต่อไปทั้งกระทรวงมหาดไทยก็เล็งเห็นว่าจะขาดประโยชน์อย่างยิ่ง  ถ้าขาดนักปกครองที่ผลิตจากคณะรัฐประศาสนศาสตร์  จึงได้มีการประชุมพิจารณาระหว่างคณะกรรมการดำริรูปการมหาวิทยาลัย  ผู้แทนกระทรวงมหาดไทยและผู้แทน  ... (กรรมการพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน)  ที่ประชุมมีความเห็นพร้องกันว่าควรจะมีการสอนวิชานี้ต่อไป  แต่ต้อง เปลี่ยนแปลงหลักสูตรการศึกษาเสียใหม่และเปลี่ยนแปลงวิธีการรับนิสิตด้วย   นอกจากนั้นได้เสนอความคิดเห็นให้เปลี่ยนชื่อคณะรัฐประศาสนศาสตร์  เป็นแผนกวิชาข้าราชการพลเรือน  ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชานุญาตตามข้อเสนอ  และให้ขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและหัวหน้าแผนกคือ ผู้อำนวยการ   ซึ่งมีฐานะเท่ากับคณบดี 


ครั้นต่อมาเมื่อวันที่  25  เมษายน  ..  2476  ได้มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  ให้ตั้งคณะนิติศาสตร์ขึ้นในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  โดยโอนโรงเรียนกฎหมายเข้าสมทบในคณะนิติศาสตร์ด้วยในวันที่  20  มีนาคม   ..  2476  ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และ    การเมือง    ..  2476   ซึ่งมาตรา  5  แห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้บัญญัติว่า  “ให้โอนคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   ตลอดจนทรัพย์สินและงบประมาณของคณะเหล่านี้มาขึ้นต่อมหาวิทยาลัยนี้   ก่อนวันที่  1  เมษายน   พุทธศักราช  2477”  เป็นอันว่าคณะรัฐศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   ได้สิ้นสภาพลงตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา 
         

ต่อมาในปี
  .. 2491  รัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญ  ของการบริหารประเทศในอันที่จะได้ปฏิบัติ   ราชการที่เพียบพร้อมไปด้วยบุคคลที่มีความรู้ความชำนาญในการปกครองและการบริหารให้มีจำนวนเพียงพอ         จึงได้จัดตั้งคณะรัฐศาสตร์ขึ้นในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกครั้งหนึ่ง  โดยการตราพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   ในวันที่  18  สิงหาคม  2491  หลังจากที่ได้ยุบเลิกไปเป็นเวลาถึง  15  ปีเศษ  และก็ได้เจริญก้าวหน้า มาจนถึงทุกวันนี้ 

2442
2445
2553

2476



2491

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งสถาบันการศึกษาชื่อ "โรงเรียนสำหรับผึกหัดวิชาข้าราชการพลเรือน"
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเปลี่ยนนามโรงเรียนฝึกหัดวิชาข้าราชการพลเรือนเป็น  “โรงเรียนมหาดเล็ก”
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้เปลี่ยนนามโรงเรียนมหาดเล็กเป็น  “โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”  วิชาการปกครองที่สอนอยู่ในโรงเรียนมหาดเล็กเดิมนั้น  ได้มารวมสอนอยู่ใน  “โรงเรียนรัฎฐประศาสนศึกษา” 
พระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  ให้ตั้งคณะนิติศาสตร์ขึ้นในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และให้แผนกราชการพลเรือนรวมอยู่ในคณะนิติศาสตร์ด้วย มาตรา  5  แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง  พ.ศ.  2476  บัญญัติว่า  “ให้โอนคณะนิสิศาสตร์และรัฐศาสตร์ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ตลอดจนทรัพย์สินและงบประมาณของคณะเหล่านั้นมาขึ้นต่อมหาวิทยาลัยนี้  ก่อนวันที่  1  เมษายน  2477”
จัดตั้งคณะรัฐศาสตร์ขึ้นในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อให้มีบุคคลที่มีความรู้ความชำนาญในการปกครองและการบริหารอย่างเพียงพอ

          
นอกจากนี้ยังมีแผนวิชา  2  แผนกวิชาของคณะรัฐศาสตร์  ได้แยกออกไปตั้งคณะใหม่  2  คือ  แผนก วิชาการคลังรวมกับแผนกวิชาเศรษฐศาสตร์ของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีตั้ง  เป็น  “คณะเศรษฐศาสตร์”   เมื่อ  พ.ศ.  2514  และแผนกวิชานิติศาสตร์  ได้ยกฐานะขึ้นเป็นคณะนิติศาสตร์  เมื่อวันที่  15  มิถุนายน  2515  

 

  ปรัชญาและปณิธาน

          คณบดีมีหน้าที่กำหนดปณิธานของคณะให้สอดคล้องกับปณิธานของมหาวิทยาลัยและให้มีการทบทวนทุก  4  ปี   ซึ่งในปี  พ.ศ. 2544 ได้กำหนด  ดังนี้
          คณะรัฐศาสตร์มีจุดมุ่งหมายที่จะเสริมสร้างนิสิตทุกระดับปริญญาให้มีความรู้ มีความเป็นเลิศทางวิชาการในลักษณะบูรณาการสาขาวิชา  มีมาตรฐานระดับสากล  ขณะเดียวกันให้มีคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมประเทศชาติ ด้วยการถ่ายทอดความรู้ให้แก่สังคมในรูปของงานวิจัย   ตำรา   และบริการชุมชน

วัตถุประสงค์
      
คณะกรรมการประจำคณะรัฐศาสตร์ กำหนดวัตถุประสงค์ของคณะรัฐศาสตร์ และให้มีการทบทวนทุก  4  ปี   ซึ่งในปี   พ.ศ.  2544   ได้กำหนดดังนี้
    1. ผลิตบัณฑิตที่มีความรู้และความสามารถในการ วิเคราะห์  ประยุกต์ใช้องค์ความรู้อย่างเหมาะสม และเพียบพร้อมด้วย  
         คุณธรรมและจริยธรรม
    2.  สร้างสรรค์งานวิจัยพื้นฐานและงานวิจัยประยุกต์  ที่เป็นประโยชน์ แก่การพัฒนาคุณภาพบัณฑิตและเกื้อกูลต่อการพัฒนาประเทศ
         รวมทั้งเสนอการแก้ไขปัญหาของสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
    3.  ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ โดยใช้สื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสม
    4.  เพิ่มพูนประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายในองค์กรตามหลักการ บริหารการจัดการที่ดี

แผนงานของคณะรัฐศาสตร์  8  ด้าน
      เพื่อให้เป็นไปตามภารกิจและวัตถุประสงค์ของคณะรัฐศาสตร์     คณะกรรมการประจำคณะรัฐศาสตร์ ได้กำหนดแผนงานต่างๆ ปัจจัยสนับสนุน และผู้รับผิดชอบแผนงานและโครงการ ดังต่อไปนี้
    1.  
แผนงานการเรียนการสอน
         รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะกรรมการวิชาการ รับผิดชอบการวางแผนงานและกำหนดวัตถุประสงค์ด้านการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของคณะ
    2.  
แผนงานการวิจัย
         รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะกรรมการวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์ต่างๆ รับผิดชอบการวางแผนงานและกำหนดวัตถุประสงค์ด้านการวิจัยให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของคณะ
     3.  
แผนงานกิจการนิสิต
         รองคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต และคณะกรรมการกิจการนิสิต รับผิดชอบการวางแผนงานและกำหนดวัตถุประสงค์ด้าน  กิจการนิสิตให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของคณะ
     4.  
แผนงานบริการวิชาการ/วิชาชีพสู่สังคม
         รองคณบดีฝ่ายวิจัย และคณะกรรมการวิจัย รับผิดชอบการวางแผนงานและกำหนดวัตถุประสงค์ด้านบริการวิชาการ/วิชาชีพสู่สังคมให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของคณะ
     5.  
แผนงานสู่ความเป็นสากล
         รองคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์
    6.  
แผนงานส่งเสริมและการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
         รองคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต และคณะกรรมการกิจการนิสิต รับผิดชอบการวางแผนงานและกำหนดวัตถุประสงค์ด้าน  ส่งเสริมและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของคณะ
    7.  
แผนงานการบริหารและการจัดการ
         รองคณบดีฝ่ายบริหารและวางแผน  และคณะกรรมการประจำคณะ รับผิดชอบการวางแผนงานและกำหนดวัตถุประสงค์ด้านการบริหารและการจัดการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของคณะ
    8.  
แผนงานการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ
         รองคณบดีฝ่ายวิชาการ และคณะกรรมการวิชาการ รับผิดชอบการวางแผนงานและกำหนดวัตถุประสงค์ด้านการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของคณะ

 

 

ติดต่อคณะ | แผนผังเวปไซต์ | เวปไซต์นี้ใช้งานได้ดีกับ Internet Exploer 5.0 ขึ้นไป และขนาดจอ 1024*768